เมนูด่วน โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม
หัวข้อ : คอร์สล้างพิษตับและถุงน้ำดีเพื่อขับนิ่วและล้างสิ่งตกค้าง
ครูบาไตรภพ ออฟไลน์
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
รายละเอียดผู้ใช้ 

คอร์สล้างพิษตับและถุงน้ำดีเพื่อขับนิ่วและล้างสิ่งตกค้าง

อ้างอิง: หัวข้อนี้ปักหมุด โดย ครูบาไตรภพ เมื่อเวลา(2012-07-24)
คอร์สล้างพิษตับและถุงน้ำดีเพื่อขับนิ่วและล้างสิ่งตกค้าง

ระยะเวลา
คอร์ส 7 วัน (เวลาขับนิ่วจริงแค่ 1 วัน)
ช่วงที่ 1 : การปรับลำไส้ - 5 วัน
ช่วงที่ 2 : การล้างพิษขับนิ่วในตับและถุงน้ำดี - 1 วัน
ช่วงที่ 3 : การพักฟื้น - 1 วัน
*ควรเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ และคอร์สจะสิ้นสุดลงในวันอาทิตย์ของอีกสัปดาห์หนึ่ง

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อควรรู้ก่อนล้างพิษ – ทำไมจึงต้องล้างพิษตับและถุงน้ำดีเพื่อขับนิ่ว?
  1. การล้างพิษตับและถุงน้ำดีเป็นการรักษาจากต้นตอ เนื่องจากนิ่วเกิดจากตับ ไม่ใช่เกิดที่ถุงน้ำดี ฉะนั้นการตัดถุงน้ำดีทิ้ง แทบไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น แถมเป็นการเจ็บตัวเปล่า
  2. ทำการล้างพิษตับและถุงน้ำดีได้เดือนละ 1 ครั้ง ในกรณีผู้ป่วยหนักมีพิษสะสมมาก สามารถล้างได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อดีขึ้นแล้วจึงเหลือแค่เดือนละ 1 ครั้ง
  3. บางท่านนิ่วจะออกหลังล้างพิษได้ถึง 1 - 3 วัน          
  4. นิ่วจะออกมากที่สุด ในช่วงการล้างพิษครั้งที่ 6 - 7
  5. ในวันล้างพิษตับและถุงน้ำดี โดยปกติหลังสี่ทุ่มจะมีการถ่ายท้องนิ่วออกมา ในการถ่ายแต่ละครั้งจะมีนิ่วออกมาตั้งแต่ 50 - 400เม็ด
  6. ขนาดของนิ่วที่ออกมา จะมีขนาดตั้งแต่เท่า เมล็ดงา เมล็ดข้าวสาร เมล็ดข้าวโพด หัวแม่มือ หัวแม่เท้า จนกระทั่งเท่าลูกมะกรูดเขื่อง ๆ  
  7. สีของนิ่วที่ออกมาจะมีหลายสี ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และสีเทา[list=1]
  8. นิ่วที่มีสีเขียวจะเป็นพวกคอเลสเตอรอล เวลาถ่ายออกมาจะลอย 
  9. นิ่วสีเทาจะเป็นพวกแคลเซียม (calcium) เวลาถ่ายออกมาจะจม
  10. ถ้านิ่วออกมาเป็นสีดำเหมือนถ่าน แสดงว่าตับมีเชื้อมะเร็ง
  • ในตับสามารถเกิดนิ่วได้มากกว่า 20,000 เม็ด                          
  • คนเอเชียล้างพิษ 12 – 15 ครั้ง คนยุโรป ล้าง 18 - 24 ครั้ง นิ่วถึงจะหมด
  • จะรู้ได้ว่าล้างนิ่วในตับและถุงน้ำดีออกหมดแล้วเมื่อล้างพิษ 2  ครั้งหลังแล้วไม่มีนิ่วออกมา ถือว่าหมด
  • เมื่อนิ่วออกหมดแล้วให้ล้างพิษตับและถุงน้ำดีปีละ 2 ครั้ง สุขภาพก็จะดีตลอดไป  วันดีของการล้างพิษปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเปลี่ยนฤดูใหม่
  • การฟื้นตัวของร่างกายขึ้นอยู่ที่คุณภาพของตับในขณะที่ทำการล้างตับและถุงน้ำดี ถ้าตับยังมีคุณภาพดี ร่างกายก็จะฟื้นตัวได้เร็ว  ถ้าตับย่ำแย่ก็ฟื้นตัวลำบาก

  • ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    สิ่งที่ต้องเตรียมในการล้างพิษตับและถุงน้ำดี
    1. น้ำแอปเปิล 6 ลิตร (อ่านหมายเหตุข้อ 1 ท้ายหน้า เกี่ยวกับน้ำแอปเปิล)
    2. น้ำมันมะกอก ชนิดที่ฉลากระบุว่า Olive oil extra virgin และ first cold pressing เท่านั้น  - ใช้ 125 ซีซี (อ่านหมายเหตุข้อ 2 ท้ายหน้า เกี่ยวกับน้ำมันมะกอก)
    3. ดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ (หาซื้อได้ตามร้านขายยาจีนทั่วไป ราคาประมาณกิโลละ 50 บาท)            ดีเกลือมีคุณสมบัติทำให้ท่อน้ำดีขยายตัว        
    4. น้ำส้มคั้น 8 ช้อนโต๊ะ + 125 ซีซี
    5. น้ำมะนาว 5 ผล + 4 ช้อนชา + 75 ซีซี                            
    6. เกลืออินเดีย (หรือเกลือหิมาลัย) 2 ช้อนชา (หาซื้อได้ที่พาหุรัด สีออกชมพู ราคาประมาณกิโลละ 180 บาท - อ่านหมายเหตุข้อ 3 ท้ายหน้า เกี่ยวกับเกลืออินเดีย)
    7. น้ำเปล่าต้มอุ่น                                  
    8. ถุงมือยาง ตะแกรง ขันหรือถังเล็ก ๆ ที่คีบ และไม้บรรทัด (สำหรับผู้ที่ต้องการนับจำนวนนิ่วและวัดขนาดเพื่อจดบันทึก – ขอแนะนำให้ทำ)
    9. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์แบบ cold pressing หรือ น้ำมันดอกทานตะวันบริสุทธิ์แบบ cold pressing สำหรับผู้ที่ต้องการทำ oil pulling โดยน้ำมันมะพร้าวเหมาะกับผู้ที่มีเชื้อราเยอะ น้ำมันดอกทานตะวันสำหรับบุคคลทั่วไป (อ่านหมายเหตุข้อ 4 ท้ายหน้า เกี่ยวกับการทำ oil pulling)
    10. ลูกอมรสมะขามหรือรสมะนาว (สำหรับแก้อาการคลื่นไส้ในบางคน)

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ช่วงที่ 1 : การปรับลำไส้ - 5 วัน (วันที่ 1 - 5 ในคอร์ส)
    *ห้ามรับประทานของแช่เย็น ห้ามดื่มน้ำเย็น ห้ามรับประทานวิตามิน

    6:00 – 8:00 น.
    แบบที่ 1 (สำหรับผู้ต้องการทำ oil pulling) : หลังตื่นนอน ห้ามดื่มน้ำเปล่า ห้ามแปรงฟัน ให้ทำ oil pulling 20 นาที (อ่านหมายเหตุข้อ 4 ท้ายหน้า เกี่ยวกับการทำ oil pulling)

    แบบที่ 2 (สำหรับบุคคลทั่วไป): หลังตื่นนอนต้องแปรงฟันทันที และดื่มน้ำมะนาว (ต้องแปรงฟันก่อนเนื่องจากมะนาวจะเป็นกรดกัดฟัน)
    วิธีทำน้ำมะนาว : บีบน้ำมะนาว 1 ผล ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว 1 ถ้วย (240 ซีซี หลังจากดื่มน้ำมะนาวต้องงดการดื่มหรือรับประทานอะไรก็ตามภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้น้ำมะนาวได้ชำระล้างร่างกายกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที

    ระหว่างวัน :
    ดื่มน้ำแอปเปิล 1 ลิตรตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ 7:00 – 18:00 น. (ตอนเช้าห้ามลืมเว้นช่วงหลังจากดื่มน้ำมะนาวครึ่งชั่วโมง) โดยดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงหรือดื่มหลังอาหาร 2 ชั่วโมง (ดื่มตอนท้องว่าง)

    อาหารที่รับประทานได้ในช่วงปรับลำไส้ คือ อาหารอ่อน ให้เลี่ยงเนื้อสัตว์ทุกชนิด (รับประทานปลาได้บ้าง แต่ต้องไม่ใช่ส่วนที่ติดมันและห้ามปรุงด้วยวิธีทอดหรือใช้น้ำมันปรุง) เลี่ยงอาหารเผ็ด อาหารรสจัด อาหารมัน อาหารทอด ไข่ ให้ทานผักผลไม้ได้ แต่ไม่ควรทานผลไม้หวานจัดเช่น ลำไย ทุเรียน เงาะ 

    ตอนเย็น :
    รับประทานแต่ผลไม้หรือดื่มแค่น้ำผักผลไม้

    **วันที่ 5 ห้ามอาบน้ำ ให้เช็ดตัวเท่านั้น

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ช่วงที่ 2. การล้างพิษขับนิ่วในตับ - 1 วัน (วันที่ 6 ในคอร์ส)
    *ห้ามรับประทานของแช่เย็น ห้ามดื่มน้ำเย็น ห้ามรับประทานวิตามิน

    6:00 – 8:00 น.
    แบบที่ 1 (สำหรับผู้ต้องการทำ oil pulling) : หลังตื่นนอน ห้ามดื่มน้ำเปล่า ห้ามแปรงฟัน ให้ทำ oil pulling 20 นาที (อ่านหมายเหตุข้อ 4 ท้ายหน้า เกี่ยวกับการทำ oil pulling)

    แบบที่ 2 (สำหรับบุคคลทั่วไป): หลังตื่นนอนต้องแปรงฟันทันที และดื่มน้ำมะนาว (ต้องแปรงฟันก่อนเนื่องจากมะนาวจะเป็นกรดกัดฟัน)
    วิธีทำน้ำมะนาว : บีบน้ำมะนาว 1 ผล ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว 1 ถ้วย (240 ซีซี หลังจากดื่มน้ำมะนาวต้องงดการดื่มหรือรับประทานอะไรก็ตามภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้น้ำมะนาวได้ชำระล้างร่างกายกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที

    ระหว่างวัน :
    ดื่มน้ำแอปเปิล 1 ลิตร ให้หมดก่อนเที่ยง หลังเที่ยงต้องงดอาหาร ดื่มได้แค่น้ำผลไม้กับน้ำไม่แช่เย็น (น้ำจะไปช่วยล้างลำไส้เวลาถ่ายท้อง)

    ตอนเย็น :
    ขั้นตอนล้างตับ

    18.00 น. – ดื่มน้ำดีเกลือ (หลังดื่ม ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)
    19.00 น. – ดื่มน้ำเกลือแร่อินเดีย
    20.00 น. – ดื่มน้ำดีเกลือ (หลังดื่ม ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)
    22.00 น. – ดื่มน้ำมันมะกอก โดยต้องยืนดื่มเท่านั้น และหลังจากดื่มเสร็จให้ไปนอนตะแคงขวาที่เตียง หนุนหมอนให้ช่วงหน้าอกและศีรษะสูงขึ้น หลังดื่มบางท่านอาจเกิดอาการคลื่นไส้ ให้เคี้ยวลูกอมรสมะขามหรือรสมะนาวเพื่อช่วยไม่ให้อาจาน หากอาเจียนต้องผสมน้ำมันมะกอกดื่มอีกครั้ง

    วิธีทำ
    น้ำดีเกลือ : ดีเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำร้อน 1/4 แก้ว ผสมกับน้ำส้ม 2 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 1 ช้อนชา 
    น้ำเกลือแร่อินเดีย :  เกลืออินเดีย 1 ช้อนชา  + น้ำ ร้อน 1 ลิตร (4 แก้ว)
    น้ำมันมะกอก : น้ำมันมะกอก 125 ซีซี + น้ำส้ม 125 ซีซี + น้ำมะนาว 75 ซีซี เขย่าให้เข้ากัน

    การเก็บตัวอย่าง
    ใช้ตะแกรงรองที่ชักโครกหรือส้วมเวลาถ่ายหนักเพื่อเก็บตัวอย่างนิ่ว ใส่ถุงมือก่อนใช้คีมคีบนิ่วมาเก็บไว้ในขันหรือถังเล็ก ๆ ล้างนิ่วให้สะอาดก่อนใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดเพื่อทำบันทึกสีและขนาด

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ช่วงที่ 3. การพักฟื้น - 1 วัน

    05.00 น. น้ำดีเกลือ
    06.00 น. น้ำเกลือแร่อินเดีย (ใส่ขิงแก่หั่นบาง ๆ เล็กน้อย)
    07.00 น. น้ำดีเกลือ
    08.00 น. ดื่มน้ำมะพร้าว รับประทานผลไม้ อาหารอ่อน ๆ  ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม พยายามหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เพื่อไม่ให้ลำไส้ทำงานหนักไป

    วิธีทำ
    น้ำดีเกลือ : ดีเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำร้อน 1/4 แก้ว ผสมกับน้ำส้ม 2 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 1 ช้อนชา 
    น้ำเกลือแร่อินเดีย :  เกลืออินเดีย 1 ช้อนชา  + น้ำ ร้อน 1 ลิตร (4 แก้ว)

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    หมายเหตุข้อ 1 : น้ำแอปเปิล
    ตามสูตรจริง ควรใช้น้ำแอปเปิลเขียวแยกกากด้วยเครื่องแยกกาก (juicer) การดื่มตลอดทั้งวัน วันละลิตรในช่วงปรับลำไส้ จะทำให้การล้างพิษมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากแอปเปิลเขียวมีกรดมาลิก (Malic Acid) ที่จะทำให้ก้อนไขมัน ในตับ และนิ่วในถุงน้ำดีอ่อนตัวลงสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น

    แต่ทว่าในความเป็นจริงอาจทำไม่ได้เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายสูงเกินไป อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้น้ำแอปเปิลแดงพาสเจอร์ไรส์ เช่น ยี่ห้อ Florida’s Natural ขนาด 1 ลิตร ราคา 160 บาท (ซื้อได้ที่ห้าง Foodland) แต่หากยังราคาสูงเกินไป สามารถใช้น้ำแอปเปิลที่ผสมจากหัวเชื้อ (concentrated หรือ reconstituted) ที่มีจำหน่ายอยู่ในห้างร้านทั่วไปได้ แต่ต้องเป็นแบบที่ไม่ผสมน้ำตาล ไม่ใส่สารกันบูด และไม่มีเพิ่มวิตามินหรือใด ๆ เพิ่ม เพื่อคงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด

    ทางเลือกต่าง ๆ ในการซื้อน้ำแอปเปิลแดงแบบ concentrated หรือ reconstituted ขนาด 1 ลิตร (จากการเทียบราคา 3 ห้างร้าน – Big C, Foodland, Makro ในวันที่ 23/07/12)
    1. ยี่ห้อที่ราคาถูกที่สุดคือ house brand ของ Big C ยี่ห้อ Big C ขาย 41 บาท มีใส่วิตามินเพิ่ม
    2. ยี่ห้อ aro ราคาถูกอันดับ 2 เป็น house brand ของ Makro ยี่ห้อ aro ขาย 41.67 บาท (ขายแพ็คละ 3)
    3. ยี่ห้อ Fresh ห้าง Makro ขาย 47 บาท (ห้างอื่นไม่มี) ไม่ใส่น้ำตาลหรือสารอื่นใดเพิ่ม
    4. ยี่ห้อ UFC ห้าง Big C ขาย 49 บาท (ห้างอื่นไม่มี) ไม่ใส่น้ำตาลหรือสารอื่นใดเพิ่ม
    5. ยี่ห้อ Tipco ราคาถูกสุดที่ Big C ขาย 57 บาท ไม่ใส่สารอื่นใดเพิ่ม
    6. ยี่ห้อ Chaba ห้าง Foodland ขาย 58 บาท (ห้างอื่นไม่มี)
    7. ยี่ห้อ Malee ราคาถูกสุดที่ Foodland ขาย 57 บาท (มีโปรโมชั่นถึงวันที่ 26 นี้เท่านั้น) แต่โดยปกติที่ Makro ราคาถูกสุด ขาย 66.33 บาท (ขายแพ็คละ 3)
    8. ยี่ห้อ Treetop ราคาถูกสุดที่ Foodland ขาย 73 บาท

    จากทั้ง  3 ห้างร้านข้างต้น มีน้ำแอปเปิลพาสเจอร์ไรส์แบบที่ไม่ได้ทำจากหัวเชื้อเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น มีขายที่ Foodland เท่านั้น ซึ่งก็คือยี่ห้อ Florida’s Natural ขนาด 1 ลิตร ราคา 160 บาท

    หมายเหตุข้อ 2  : น้ำมันมะกอก
    หากเป็นไปได้ ควรใช้น้ำมันมะกอกสกัดเย็นแบบครั้งเดียว คือ extra virgin olive oil แบบ first cold pressing หรือ first cold pressed ซึ่งเป็นน้ำมันมะกอกที่ดีที่สุด สกัดแบบเย็นเพียงครั้งเดียว มีค่าความเป็นกรดต่ำกว่า 1% ผสมกับน้ำมะนาว แต่หากหาแบบ first cold pressing ไม่ได้ ให้ใช้แบบ cold pressing ธรรมดาได้

    กรุณาอ่านฉลากอย่างระมัดระวัง หากไม่มีระบุคำว่า cold pressing หรือ cold pressed แบบว่าไม่ใช่ ยี่ห้อที่มีขายในห้างร้านที่เป็น extra virgin olive oil แบบ first cold pressing มีขายที่ Foodland ราคา 220 กว่าบาท (จากการสำรวจ 3 ห้าง ห้างอื่นไม่มีแบบ cold pressing ขายเลย)

    หมายเหตุข้อ 3  : เกลืออินเดีย
    เกลืออินเดียหรือเกลือหิมาลัยนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแร่พระพุทธเจ้า มีแร่ธาตุอยู่ถึง 84 ชนิดโดยธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการล้างพิษได้เป็นอย่างดี หากใช้ไม่หมดสามารถนำไปใช้ขัดผิวกายหรือแช่น้ำอุ่นอาบได้ มีความเชื่อว่าการแช่น้ำอุ่นด้วยเกลือหิมาลัยเทียบเท่ากับการล้างพิษอย่างเข้มข้น 3 วัน

    สามารถหาซื้อเกลืออินเดียได้ที่พาหุรัด มีร้านหนึ่งขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 180 บาท หากลงจากสะพานพุทธจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ ผ่านการไฟฟ้า ผ่านลานจอดรถ ผ่านศาลเจ้าจีน ถัดจากนั้นไป 2 - 3 ร้านจะมีร้านอินเดียตรงหัวมุมตรอกเล็ก ๆ มีขายถั่วขายขนมแบบอินเดียแพ็คเป็นถุง ๆ อยู่หน้าร้าน

    หมายเหตุข้อ 4  : การทำ oil pulling
    การทำ oil pulling คือการใช้น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น (cold pressing) ในการบำบัดโรคทางช่องปาก โดยมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้ แนวคิดนี้เป็นของ Dr. F. Karach, M.D ชาวยูเครน แต่ได้มีหลักฐานงานวิจัยของประเทศอื่น ๆ สนับสนุนอยู่มากมาย เช่น แพทย์จากประเทศเยอรมันที่ชำนาญด้านมะเร็งก็สนับสนุนให้คนไข้ใช้วิธีนี้ในการรักษาร่วมด้วย และในประเทศไทยก็มีคนไข้โรค SLE ที่อาการดีขึ้นจากการทำ oil pulling

    วิธีทำ
    เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนดื่มน้ำและรับประทานอาหาร สั่งน้ำมูกออกให้หมดก่อน (เนื่องจากขณะทำ oil pulling อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาคัดจมูก ไอ จาม) เอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก ห้ามกลืนลงคอ ทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก ห้ามกลั้วคอ ใช้ลิ้นดัน ขยับปากให้น้ำมันผ่านซอกฟันไปมาประมาณ 20 นาที

    ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย การเคลื่อนไหวนี้ไปกระตุ้นให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด ห้ามกลืนน้ำมันนี้ลงคอไปเป็นอันขาด เนื่องจากมีพิษที่ร่างกายขับออกมา

    เมื่อเราเคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลง ไม่หนืด และสีเปลี่ยนไปจากเดิมแปลว่าทำถูกต้องแล้ว (น้ำมันงากับน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งมีสีเหลืองต้องเปลี่ยนเป็นน้ำสีขาว ส่วนน้ำมันมะพร้าวซึ่งใสจะต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น) หากน้ำมันไม่แปรสภาพจากเดิมแปลว่าใส่น้ำมันมากไป ยังใช้เวลาไม่นานพอ หรือกระตุ้นเอ็นไซม์ออกมาได้ไม่มากพอ

    เมื่อน้ำมันแปรสภาพแล้วดังที่ต้องการ ขั้นต่อไปคือบ้วนน้ำมันในปากทิ้งใส่กระดาษทิชชู่ ห้ามบ้วนลงอ่างล้างหน้าเพราะจะทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย จากนั้นจึงบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ (สามารถใช้เกลืออินเดียที่เหลืออยู่ได้) กลั้วคอ ใช้ที่ขัดลิ้นขูดเอาสิ่งตกค้างในปากออก และขากน้ำลายที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคที่ค้างอยู่ในปากและในคอออกมาให้หมด จากนั้นจึงแปรงฟันตามปกติ

    นักวิชาการบางท่านแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันคนละอัน สำหรับตอนเช้าและตอนเย็น ความถี่ในการทำ oil pulling นั้นควรทำทุกวันติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำคือตอนเช้าหลังจากตื่นนอน เนื่องจากปริมาณของเชื้อแบคทีเรียในปากมีการผันผวนไปมาระหว่างวัน

    ผู้ป่วยหนักบางท่านทำ oil pulling ถึงวันละ 3 ครั้ง โดยต้องทำเวลาท้องว่างเท่านั้น โดยปกติแล้วน้ำมันที่ใช้คือน้ำมันดอกทานและวันและน้ำมันงาแบบสกัดเย็น แต่มีความเชื่อว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเหมาะสมกับผู้ที่มีปัญหาด้านเชื้อรา (candida) และยีสต์ (thrush) มากกว่าน้ำมันแบบอื่น

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ oil pulling ได้ที่ http://www.the-arokaya.com/web5/index.php?option=com_content&view=article&id=420:oil-pulling&catid=59:faq-aticle&Itemid=187

    ขอขอบคุณคุณ Andreas Moritz ที่เป็นผู้คิดค้นวิธีล้างตับนี้ขึ้นมา สาธุ
    รายละเอียดไฟล์แนบ
    กล่องตอบกลับด่วน

    สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
    ถาม/ตอบ
    วัดป่าศิริสมบรูณ์ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดใด? คำตอบคือ:บุรีรัมย์
    กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้